|
010. "จีดีพี" หลุด 3 % เปิดเกมรายใหญ่กินรวบ
Resource:http://www.businessthai.co.th/content.php?data=414856_Business
"จีดีพี" หลุด 3 % เปิดเกมรายใหญ่กินรวบ โดย บิสิเนสไทย [10-11-2008] ทันทีที่เหล่าบรรดาประเทศผู้นำเศรษฐกิจ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา , กลุ่มประเทศยุโรป , จีน และญี่ปุ่น ประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ประจำปี 2551 โดยพบว่าส่วนใหญ่ปรับตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (qoq) โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า GDP ไตรมาส 3 หดตัวลง 0.3% qoq ซึ่งเป็นตัวเลขที่ย่ำแย่ที่สุดตั้งแต่เศรษฐกิจสหรัฐหดตัว 1.4% เมื่อไตรมาส 3 ของปี 2544
เช่นเดียวกับ "จีน" มหาอำนาจของเอเชียที่ GDP ไตรมาส 3 เข้าสู่ภาวะถดถอย โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนรายงานว่า GDP ไตรมาส 3/2551 ขยายตัวเพียง 9.0% YoY ซึ่งปรับลดลงต่ำกว่าระดับ 10% เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี โดยปัจจัยหลักมาจากการลดลงของภาคการส่งออก ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาภาคการเงินในสหรัฐฯ และ ยุโรป ขณะที่ IMF และ Fitch Ratings คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2552 จะขยายตัวลดลง โดย IMF มองว่า GDP ปีหน้าจะโตแค่ 3% จาก 3.9% ส่วน Fitch Ratings คาดว่าปีหน้าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวที่ 1% ซึ่งลดลงจากอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยในช่วง 5 ปีก่อนที่ 3.5% อันเป็นผลสืบเนื่องจากประเทศเศรษฐกิจหลักกำลังเผชิญกับการถดถอยของเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นี่คือความเป็นจริงของเศรษฐกิจโลกในวันนี้... แล้ว GDP ของประเทศไทยในปี 2552 จะเป็นเช่นไร...! เริ่มต้นที่ "ธนาคารแห่งประเทศไทย" หรือ "ธปท." คาดว่า GDP ในปี 2552 มีโอกาสโตต่ำกว่าระดับ 3.8% ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอน ที่สำคัญเศรษฐกิจไทยอาจลงแตะจุดต่ำสุดในไตรมาส 1/2552 ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจสหรัฐ ขณะที่ฝ่ายวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) นครหลวงไทย ประเมินกรอบ GDP ในปี 2552 อยู่ที่ระดับ 3.3-4% โดยปรับลดประมาณการลงจากระดับเดิมที่ 3.6-4% สอดรับกับฝ่ายวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ ที่มองว่า GDP ปีหน้าจะโตเพียง 3.8% แต่หากเศรษฐกิจโลกแย่มาก ๆ ซึ่งจะกระทบการส่งออก และปัญหาการเมืองในประเทศยังคงยืดเยื้อ อาจทำให้ GDP ปีหน้าต่ำกว่าที่คาดไว้ได้ ส่วนบล.ธนชาต โดย "นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ" ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาด กล่าวกับ Business Thai โดยคาดว่าอัตราการขยายตัวของ GDP ในปี 2552 จะอยู่ที่ระดับเพียง 2.8% จากประมาณการก่อนหน้าที่ 3.5% อันเป็นผลมาจาก "การส่งออก" ซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญในการปั้ม GDP ได้รับผลกระทบจาก "วิกฤติการเงิน" และ "การบริโภคที่ชลอตัวลง" "ปีนี้จีดีพียังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ในปีหน้าอัตราการเติบโตจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากการบริโภคที่ลดลง ขณะที่การลงทุนของภาคเอกชนยังมีแนวโน้มที่ระมัดระวังจากภาวะการเมืองที่ไม่แน่นอน" นายพิชัย กล่าว ทั้งนี้ฝ่ายเคราะห์ บล.ธนชาต ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตของการส่งออกลงจาก 8% มาอยู่ที่ -2% ขณะที่ปรับลดอัตราการเติบโตของการนำเข้าลงเช่นกัน โดยลดลงมาอยู่ที่ -7% จาก 9% เนื่องจากการลดลงของราคาน้ำมัน นอกจากนี้ยังได้ทำการปรับลดสมมติฐานอัตราการเติบโตของการลงทุนเอกชนลงจากระดับ 5% มาอยู่ที่ 0% และปรับลดอัตราการเติบโตของการบริโภคจากระดับ 2.6% มาอยู่ที่ 1.7% อย่างไรก็ตาม "นายพิชัย" มองว่า จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่เข้าสู่ภาวะถดถอยในปีหน้า จะนำมาสู่ความเสี่ยงของบริษัทที่บางรายต้องมีการปิดกิจการ หรือลดพนักงานออกเพื่อคงสถานะความอยู่รอด "ในปีหน้าเราคงจะเห็นหลายบริษัทต้องปิดกิจการ รวมถึงตัวเลขการว่างงานที่จะเพิ่มมากขึ้น "ปีหน้าความเสี่ยงจะเยอะมาก เยอะกว่าปีนี้ด้วยซ้ำไป ซึ่งเราคงจะเห็นหลายบริษัทต้องปิดกิจการ รวมถึงตัวเลขการว่างงานที่จะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการต้องทำงานอย่างระมัดระวัง คิดให้มาก ที่สำคัญต้องมีกระแสเงินสดเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง" นายพิชัย กล่าว สอดรับกับมุมมองของ "นายสันติ วิลาสศักดานนท์" ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่มองว่า การดำเนินธุรกิจในปีหน้าของผู้ประกอบการธุรกิจและอุตสาหกรรมจะมีความลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีหลังของปี 2552 ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณยอดคำสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศชะลอลงมาก ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเคมี เหล็ก อิเล็กทรอนิกส์ ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมในประเทศก็มีสัญญาณอันตราย ทั้งอุตสาหกรรมก่อสร้าง โรงงานต่างๆ รวมทั้งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งมีแนวโน้มที่จะมีการลดพนักงาน โดยประเมินว่า ในปี 2552 จะมีอัตราการว่างงาน 1 ล้านคน เป็นบัณฑิตจบใหม่ที่ไม่มีงานทำประมาณ 400,000-500,000 คน และที่ถูกลดการจ้างงานอีกประมาณ 500,000 คน ทั้งนี้ "นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า ครม.ได้อนุมัติเพิ่มขาดดุลงบประมาณปี 2552 อีก 1 แสนล้านบาทแล้ว ซึ่งคาดว่าการเพิ่มขาดดุลงบประมาณดังกล่าว จะทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP ปีหน้าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 1 ขณะที่มองว่าหากไม่มีการกระตุ้นเพิ่มเติม เศรษฐกิจในปีหน้าน่าจะขยายตัวต่ำกว่าร้อยละ 4 ทั้งนี้การจัดทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้การขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติมจะมุ่งเน้นให้อยู่ในกรอบการจ้างงาน เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบและให้ธุรกิจมีเงินทุนที่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ รวมถึงดูแลภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวลง ขณะที่เกิดวิกฤติการเงินโลก
| Create Date : 05 มกราคม 2552 |
| Last Update : 5 มกราคม 2552 23:24:46 น. |
| |
0 comments
|
|
|